ความแตกต่างระหว่าง บัตรเครดิต กับ บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งจะประกอบไปด้วยอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็จะแตกต่างกันไป ในการตัดสินที่จะทำบัตรเป็นเรื่องที่คิดหนักเพราะไม่แน่ใจตัวเองว่าควรจะทำบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดดี


สมัครบัตรกดเงินสดทำอย่างไร

สมัครบัตรกดเงินสดให้ผ่านทำอย่างไร

ในสภาวะที่เศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงย่อมส่งผลต่อสภาวะทางการเงินของผู้คนอันมากมาย และหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือสภาวะขาดสภาพคล่องในด้านการเงิน ไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย รวมถึงในกรณีฉุกเฉินที่ไม่เงินสำรองเลย ปัญหาขาดสภาพคล่องหรือการขาดเงินสด จึงเป็นปัญหาที่หลายคนจะเลือกทางออกด้วยการหยิบยืมจากคนรู้จัก หรือขอสินเชื่อเงินสดจากสถาบันการเงินที่ปล่อยสิ่นเชื่อเงินสด แต่ในขณะที่หลายคนจะเลือกสมัครบัตรกดเงินสดไว้ เพื่อที่กรณีฉุกเฉินจะสามารถทำการกดเงินสดออกมาจากบัตรได้ทันที เพราะสะดวกและรวดเร็ว แต่ในความรวดเร็วของเงินสดจากบัตรกดเงินสดก็มีอันตรายเช่นเดียวกัน ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทความนี้ ทั้งนี้สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเงินฉุกเฉินสำรองไว้นั้นจะทำอย่างไรเพื่อที่การสมัครบัตรกดเงินสดจะได้รับการอนุมัติอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะผู้ประกอบ หรือเจ้าของร้านค้า ที่จำเป็นจะต้องมีเงินสดสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

ขั้นตอนจะประกอบด้วยวิธีการเหล่านี้

- ไม่เป็นบุคคลที่มีประวัติในเครดิตบูโร  สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่สถาบันการเงินจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยทางสถาบันการเงินจะทำการตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรของผู้สมัครก่อนว่ามีประวัติการค้างชำระหนี้สินใดๆหรือไม่ รวมถึงเคยถูกฟ้องร้องในเรื่องของการเงินหรือไม่ หากสถาบันการเงินตรวจสอบพบประวัติการชำระที่ล่าช้าและมีหนี้สินค้างชำระอยู่ ทางสถาบันการเงินจะทำการปฎิเสธการสมัครบัตรกดเงินสดทันที แต่แม้ว่าประวัติจะยังไม่ติดอยู่ในระบบเครดิตบูโร เพราะยังมีประวัติการค้างชำระเพียง 2 งวด ทางสถาบันการเงินก็จะสามารถตรวจสอบพบได้เช่นกัน และจะประเมินว่าผู้สมัครมีภาระอื่นๆอยู่ จะทำการปฎิเสธการขอทันที

- เอกสารประกอบการสมัคร  ในส่วนของเอกสารประกอบการสมัครก็จะเป็นเอกสารทั่วไป เช่น สำเนาบัตรประชาชน และเอกสารที่สำคัญที่สุดที่สถาบันการเงินจะตรวจสอบคือสลิปเงินเดือนและสมุดบัญชี โดยในส่วนของสลิปเงินเดือนทางสถาบันการเงินจะดูสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน และในส่วนของสมุดบัญชี จะดูการเดินของบัญชี ว่าตรงกับสลิปเงินเดือนหรือไม่ ซึ่งในสมุดบัญชี เงินเดือนจะต้องเข้าในบัญชีอย่างน้อย 6 เดือน และที่สำคัญในแต่ละเดือนเมื่อเงินเดือนเข้า พยายามอย่างพึ่งถอนออกมาทันที แต่ควรรอสักสองสามวันค่อยถอน หรือถ้าจำเป็นต้องถอนก็ไม่ควรถอนออกมาหมด เพราะสถาบันการเงินจะมองว่าผู้ขอสมัครอาจจะมีปัญหาใรเรื่องการเงิน หรือมีภาระอื่นๆอยู่ แต่ในกรณีที่ถอนออกไปฝากไว้ในบัญชีแบบฝากประจำ ก็ควรทำการยื่นสำเนาบัญชีแบบฝากประจำด้วย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อสถาบันการเงิน

ในส่วนของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ จะต้องมีเอกสารที่เพิ่มเติม จะประกอบด้วย บัญชีซื้อ บัญชีขาย สำเนาใบกำกับภาษี ใบสั่งซื้อ ใบเสร็จรับเงิน เพราะเอกสารเหล่านี้จะเป็นส่วนที่สถาบันการเงินจะนำมาพิจารณาในการสมัครบัตรกดเงินสดของผู้สมัคร ซึ่งจะแตกต่างจากพนักงานประจำที่ยื่นเพียงเอกสารบัญชีเงินเดือนเพียงเท่านั้น

- อายุการทำงานไม่ตํ่ากว่า 6 เดือน  ก่อนที่ผู้สมัครบัตรกดเงินสดจะทำการสมัครได้นั้น จะต้องมีอายุการทำงานที่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพราะสถาบันการเงินจะมั่นใจได้ว่าผู้สมัครจะไม่มีการย้ายงานหรือไม่ผ่านช่วงทดลองงาน เพราะการทำงาน 6 เดือนขึ้นไปแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครผ่านช่วงทดลองงานแล้ว และจะยังคงทำงานในที่แห่งนั้นต่อไป และมีเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น

- คุณสมบัติเข้าเกณฑ์  นี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญสำหรับการสมัครบัตรเครดิต หากคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดไม่เข้าเกณฑ์ตามที่สถาบันการเงินได้กำหนดไว้ ก็จะทำให้สถาบันการเงินเลือกที่จะปฎิเสธการสมัครทันที โดยที่การสมัครจะต้องตรวจสอบเงื่อนไงให้ชัดเจนก่อนที่จะทำการยื่นสมัคร ทั้งนี้หากสถาบันการเงินไม่อนุมัติบัตรกดเงินสดด้วยเพราะเหตุผลอื่นนอกเหนือติดเครดิตบูโรแล้ว ก็อาจจะมีผลจากการที่ไม่ผ่านดัชนีชี้วัดเครดิต นั้นหมายความว่าแต่ละสถาบันการเงินจะกำมีตัวหนดตัวเลขชี้วัดที่ต่างกันออกไป และสถาบันการเงินอาจจะแจ้งผลกับผู้ที่ได้ทำการสมัครผ่านช่องทางต่างๆที่สามารถติดต่อผู้สมัครได้ โดยทั้งนี้รวมถึงในกรณีที่ไม่ผ่านการสมัคร ทางสถาบันการเงินก็มีสิทธิที่จะไม่แจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านได้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ Call Center ก็อาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้รับทราบข้อมูลนี้เพราะมันเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัคร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากผู้สมัครไม่ได้มีประวัติในเครดิตบูโร ก็ให้สบายใจได้ว่าไม่ได้มาจากเหตุผลด้านเครดิต แต่อาจจะเป็นในเรื่องอื่นๆ เช่น ผู้สมัครมีภาระอื่นที่เกินตัวอยู่แล้ว หรือฐานเงินเดือนไม่ครอบคลุมกับภาระที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงว่า เช่น ผู้สมัครมีภาระผ่อนรถยนต์อยู่ แต่ผู้สมัครมีเงินเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท แต่มีภาระผ่อนรถยนต์ที่ 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะเหลือเงินเดือนอยู่ 8,000 บาท จากเงินเดือนที่เหลือนี้ทางสถาบันการเงินมองว่าถ้าปล่อยให้ผ่านการอนุมัติบัตรกดเงินสดจะทำให้ผู้สมัครมีโอกาสเป็นหนี้บัตรสูง จึงไม่อนุมัติการสมัครให้ผ่าน ซึ่งวิธีการตรวจเช็คแบบนี้จะเข้าใจได้ง่ายๆคือการตรวจแบบด้วยระบบที่มีการให้คะแนนหรือที่เรียกว่า (credit scoring) คือ สถาบันการเงินจะทำการตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินของผู้สมัครว่ามีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณาของสถาบันการเงินสำหรับอนุมัติบัตรหรือไม่ ในส่วนของขั้นตอนหรือกระบวนการต่าง ๆ จะใช้เวลาในการดำเนินการเสร็จสิ้นจนออกมาเป็นบัตร (หรือทราบผลว่าไม่อนุมัติ) จะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 3 สัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากว่า การอนุมัติบัตรกดเงินสดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานส่วนกลาง สาขาสถาบันการเงินไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติบัตรโดยตรง แต่เพียงมีหน้าที่รับเรื่องและให้บริการเอกสารการสมัคร รวมถึงการตรวจสอบเอกสารการสมัครในขั้นตอนเบื้องต้นเพียงเท่านั้น จึงมักพบเห็นตัวแทนรับสมัครบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดเปิดซุ้มรับสมัคร แต่เอกสารที่เรายื่นไปนั้น จะถูกส่งมารวมกันที่ส่วนงานบัตร ทั้งนี้ในบางสถาบันการเงินอาจจะตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารงานด้านสินเชื่อบัตรโดยเฉพาะ แต่บางสถาบันการเงินอาจจะเป็นสายงานหนึ่งในสำนักงานใหญ่ ความรวดเร็วในการจัดส่งเอกสารก็แตกต่างกันไป

ดังนั้นจากที่กล่าวมาทั้งหมดคือขั้นตอนของการสมัครบัตรกดเงินสดอย่างไรให้ผ่าน ซึ่งการสมัครอาจจะไม่ยากหากผู้สมัครทีเอกสารครบและไม่มีภาระหนี้สินคงค้าง แต่การใช้บัตรกดเงินสดนั้นยากยิ่งกว่าการสมัครหากขาดวินัยหรือเบิกเงินสดเกินความสามารถของตนเองที่จะชำระคืนได้ เนื่องจากบัตรกดเงินสดไม่เหมือนกับบัตรเครดิตที่มีอัตราฟรีดอกเบี้ย 45 วัน แต่บัตรกดเงินสดมีดอกเบี้ย 3% ทุกครั้งที่กด และอัตราดอกเบี้ยรายวันจนกว่าจะทำการชำระคืน และการชำระคืนก็ต้องชำระในเวลาที่รวดเร็วที่สุด การชำระจะต้องชำระในอัตราที่เต็มวงเงินทุกครั้ง ไม่ควรทำการชำระแบบขั้นตํ่าหรือบางส่วน เพราะอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าบัตรเครดิตที่ 28% ต่อปี โดยที่อัตราดอกเบี้ยจะเริ่มต้นคำนวณตั้งแต่วันแรกที่ทำการการดเงินสดออกมา เช่นกรณีที่ทำการกดเงินสดออกมาในวันที่ 1 สิงหาคม จำนวน 10,000 บาท ก็จะเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยทันที จนถึงวันที่ชำระคืน เช่นทำการชำระคืนในวันที่ 16 กันยายน เท่ากับว่านำเงินไปใช้เป็นเวลา 45 วัน ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 10,000 x 28% หาร 365 x 45 วัน = ดอกเบี้ย 345 บาท เท่ากับว่าจะต้องจ่ายเต็มวงเงินพร้อมดอกเบี้นที่ 10,345 บาท แม้ว่าดอกเบี้ยจะดูน้อย แต่หากปล่อยไว้นานหรือจำนวนเงินที่เยอะกว่านี้ ก็จะทำให้ยอดชำระสูงขึ้นด้วย ท้ายที่สุดแล้วการใช้บัตรก็ต้องมีความรอบคอบและใช้ในกรณีที่ฉุกเฉินจริงๆ

PAGE TOP